ตำนานมหัศจรรย์.. แห่งลำน้ำป่าสัก
ประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ .. แห่งเมืองเพชบุระ “ อุ้มพระดำน้ำ ”
“... ลำน้ำที่เคยไหลเอื่อย ๆ กลับพลันหยุดนิ่ง และเริ่มมีพรายน้ำผุดขึ้นทีละน้อยๆ จนพรายน้ำผุดขึ้นเต็มคุ้งน้ำ ดูเหมือนน้ำเดือด ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับกลายเป็นมืดครึ้มทะมึน มีลมพายุพัดกระหน่ำกรรโชกรุนแรง ส่งเสียงคำราม และมีสายฟ้าแลบส่งประกายไฟอย่างน่าสะพรึงกลัว .....สายน้ำเริ่มกลายเป็นน้ำวนหมุนเร็วขึ้น จนกลายเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ที่มีหลุบลึกลงไปในลำน้ำอยู่ชั่วครู่ ก็ได้ดูดเอาองค์พระพุทธรูปสีทองอร่ามองค์หนึ่งขึ้นมาบนผิวน้ำ จากนั้นน้ำวนก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง องค์พระพุทธรูปอยู่ในลักษณะอาการดำผุดดำว่าย พร้อมกับท้องฟ้าที่ค่อยๆ กลับคืนสู่ความปลอดโปร่งแจ่มใสดังเดิม”
เมื่อชาวบ้านคนหาปลา ได้เห็นเหตุมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติดังกล่าว บังเกิดความศรัทธายกมือไหว้ต่อองค์พระ รีบพายเรืออัญเชิญองค์พระกลับมายังท่าน้ำในเมือง แล้วมอบให้กับเจ้าเมือง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดไตรภูมิ ซึ่งเป็นวัดประจำเมืองสมัยนั้น
.... นี่คือปฐมบท แห่งตำนานมหัศจรรย์แห่งลำน้ำป่าสัก เมืองเพชรบูรณ์ .....
ตำนานศักดิ์สิทธิ์ได้ดำเนินเรื่องต่อไปว่า .... ครั้นเมื่อถึงวันสารทไทย แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ปีต่อมา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้หายไปจากวัด ชาวเมืองพากันออกค้นหาไปจนทั่วเมืองก็ไม่มีใครพบเห็น จนกระทั่งได้พากันออกไปหา ณ คุ้งน้ำที่เคยพบองค์พระครั้งแรก ก็ปรากฏองค์พระพุทธรูปดำผุดดำว่าย สรงน้ำเล่นอยู่ในลำน้ำ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ชาวเมืองจึงได้อัญเชิญกลับมาประดิษฐาน ณ วัดไตรภูมิอีกครั้ง จากนั้น กรมการเมืองและชาวเมือง จึงได้ตกลงปลงใจพร้อมกันว่า เพื่อมิให้พระพุทธรูปหายไปจากวัดอีก เจ้าเมืองเพชรบูรณ์จะต้องอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ ไปสรงน้ำ ณ ที่คุ้งน้ำเดิม ที่ชาวบ้านเรียกว่า “วังมะขามแฟบ” ในวันสารทไทย แรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ ของทุกๆ ปี พร้อมกับยกให้เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์และขนานนามองค์พระ เพื่อเป็นสิริมงคลว่า “ พระพุทธมหาธรรมราชา”
... นับแต่กาลบัดนั้นมา ประเพณีศักดิ์สิทธิ์ “อุ้มพระดำน้ำ” ก็ได้เริ่มต้นบังเกิดขึ้น และชาวเมืองเพชรบูรณ์ก็ได้สืบทอด ประพฤติปฏิบัติต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๔๐๐ ปีแล้ว
"พระพุทธมหาธรรมราชา" เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยลพบุรี(ขอม) หล่อด้วยเนื้อทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๑๓ นิ้ว สูง ๑๘ นิ้ว ไม่มีฐาน มีพระพักตร์กว้าง พระหนุป้าน พระโอษฐ์แบะ พระกรรณยาวจรดพระอังสา พระเศียรทรงชฎาเทริดหรือมีกระบังหน้า ทรงสร้อยพระศอ พาหุรัด และประคต ไม่มีฐาน องค์พระมีลวดลายงดงาม อีกทั้งแลดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
ส่วนประวัติการสร้างนั้น ชาวเพชรบูรณ์มีความเชื่อตามตำนานว่า พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ.หล่มสัก) ได้รับพระราชทานจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กษัตริย์แห่งนครธม ให้นำไปประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง พร้อมทั้งให้ทรงอภิเษกสมรสกับพระ ธิดาคือพระนางสิงขรมหาเทวี แต่หลังจากพ่อขุนผาเมืองร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง (อ.นครไทย) พระสหาย กอบกู้อิสรภาพให้กับคนไทย ทำให้พระนางสิงขรมหาเทวี แค้นเคืองถึงกับเผาเมืองราดจนย่อยยับ จากนั้นตัดสินใจดับพระชนม์ชีพตนเองในแม่น้ำป่าสัก ทำให้ไพร่พลเสนาอำมาตย์ ต้องอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงแพล่องไปตามแม่น้ำป่าสักเพื่อหลบหนีภัย แต่ปรากฏว่าแม่น้ำป่าสักมีความคดเคี้ยว และกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ทำให้แพที่อัญเชิญองค์พระมานั้นแตก จนองค์พระจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำหายไป กระทั่งต่อมาคนหาปลาได้ไปพบ จนก่อให้เกิดตำนานมหัศจรรย์และ "ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ" ขึ้น
ชาวเพชรบูรณ์มีความเชื่อว่า “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” เป็นภูมิปัญญาและกุศโลบายอันชาญฉลาดและแยบยลของบรรพบุรุษ ที่ต้องการให้สืบสานมรดกความเชื่อและการรับรู้วัฒนธรรมชุมชน พิธีกรรมแห่งตำนานที่เล่าขานกันมาแต่อดีตอันน่าภาคภูมิใจนี้สู่ลูกหลานชาว เพชรบูรณ์ตลอดไป ในการสืบทอดพระพุทธศาสนา การมีจิตใจที่อ่อนโยน ผสมผสานความสามัคคี การร่วมแรงร่วมใจกันในการดูแลรักษาแม่น้ำป่าสัก อาคารบ้านเรือน ถนนหนทางในเมืองและบ้านเมืองให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และเชื่อกันว่า เมื่อประกอบพิธีอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารจะมีความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากเภทภัยและภยันอันตรายทั้งปวง ...
และตลอดกาลเวลาที่ผ่านมา พุทธบารมีและอิทธิพลานุภาพแห่ง “พระพุทธมหาธรรมราชา” ก็ได้ดลบันดาลให้ชาวเพชรบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุข และเมืองเพชรบูรณ์มีการพัฒนาให้เจริญรุ่งเรื่องในทุก ๆ ด้านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ด้านการเกษตร ด้านวัฒนธรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการคมนาคม และพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ จนมีการกำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนาของจังหวัดเพชรบูรณ์ว่า “ดินแดนแห่งความสุข ของคนอยู่และผู้มาเยือน”
ในปีมหามงคล พ.ศ. ๒๕๕๔ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช จังหวัดเพชรบูรณ์พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนและชาวเพชรบูรณ์ทุกหมู่เหล่าได้ พร้อมใจกันสร้าง “พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติ ฯ” ขนาดหน้าตัก ๑๑.๙๘๔ เมตร ประดิษฐานไว้ ณ พุทธอุทยานเพชบุระ เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติและเป็นมหาพุทธานุสรณ์ ประกาศพระพุทธศาสนาให้ประดิษฐานอย่างมั่นคงบนแผ่นดินเพชรบูรณ์สืบไป